[SF] The secret between us (Donghae x Eunhyuk)
posted on 04 Dec 2011 08:40 by stylekwnzTitle : The secret between us
Paring : Donghae x Eunhyuk
Author : Stylekwnz
Note : น่ารัก(มั้ง)
เพียงเปิดเทอมสองอาทิตย์แรกของชีวิตมหาวิทยาลัยปี 3 ก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด ไม่เคยคิดเลยว่าจะเหนื่อยได้มากขนาดนี้มาก่อน ตั้งแต่เข้าเรียนเอกโฆษณาประชาสัมพันธ์มาก็คิดว่า เอกนี้แหละสบายที่สุดในคณะนิเทศศาสตร์แล้ว
ไม่ต้องแบกกล้องไปถ่ายรูปนอกสถานที่ ไม่ต้องไปถ่ายหนังอดหลับอดนอน ไม่ต้องทำอะไรเสียเหงื่อหลายๆอย่างเหมือนเพื่อนเอกอื่นที่เคยมาบ่นให้ฟัง
ก่อนเปิดเทอมปี 3 ครั้งแรกที่เห็นรายชื่อวิชาตอนลงทะเบียนก็กระหยิ่มยิ้มย่องลำพองใจไว้ก่อนแล้ว ว่าแค่นี้มันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปากเสียอีก แต่พอเปิดเทอมมาเรียนจริงๆน่ะสิ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย..
เพราะช่วงปี 1-2 เรียนเน้นไปทางทฤษฎีเสียส่วนใหญ่ เลยทำให้ไม่คุ้นชินกับงานปฏิบัติมากเท่าที่ควร จากที่เคยได้แต่คิดมาตลอด พอตอนนี้ต้องเริ่มลงมือทำจริงแล้ว อาจารย์แต่ละคนก็สั่งงานเหมือนจะได้สั่งเป็นครั้งสุดท้ายอย่างนั้นแหละ
ไหนจะประชุมเชียร์อีก ปี 3 จะต้องคอยดูแลรุ่นน้องปี 1 กับ ปี 2 ส่วนพี่ปี 4 จะช่วยเหลือเป็นครั้งคราว ทำสืบต่อกันมาแบบนี้มาหลายต่อหลายรุ่น
แล้วที่แย่กว่านั้นคือ อีฮยอกแจ ถูกเสนอชื่อเป็นประธานเชียร์อีก ทั้งที่ปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีกว่าไม่เอา ไม่ทำ ยังไงก็ไม่เป็น แต่เมื่อผลออกมาแบบนั้น อีฮยอกแจจึงต้องจำใจรับทราบชะตากรรมของตัวเอง
เรียนก็โคตรจะเหนื่อย ช่วงเย็นที่ควรจะได้พักผ่อน กลับไปทำงานที่อาจารย์สั่งมา อีฮยอกแจก็ต้องสละเวลาเหล่านั้นทั้งหมดทิ้งแล้วมาคุมรุ่นน้องปี 2 ที่คุมน้องปี 1 ต่ออีกทอดหนึ่ง
แต่พอได้รับตำแหน่งมา ร่างบางกำลังสงสัยตัวเองอยู่ว่า นี่เขาเป็นประธานเชียร์ หรือเป็นเบ๊ให้พวกรุ่นน้องใช้กันแน่
พี่ฮยอกแจน้ำแข็งหมด
พี่ฮยอกแจ ยาดม น้องจะเป็นลม
พี่ฮยอกแจ ขนมที่ซื้อมาให้น้องอยู่ไหน
พี่ฮยอกแจขอยืมปากกาหน่อย
และอีกสารพัดพี่ฮยอกแจ ..
บอกตามตรงว่าโคตรจะเหนื่อย แต่คำว่าประธานมันค้ำคอ อย่างไรก็ต้องทำหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายมาให้ดีที่สุด
พอลากสังขารกลับมาถึงห้องได้ก็เลยหลับเป็นตายทั้งเหม็นๆแบบนี้แหละ ไม่ไหวแล้ว ตอนนี้โหยหาที่นอนนุ่มๆ กับตุ๊กตาหมีสีเคยขาวที่พี่โซราซื้อให้วันเกิดตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย ถึงมันจะเหม็นน้ำลาย จะดำแค่ไหน แต่ฮยอกแจก็รักมาก
ไขกุญแจห้องได้ก็ไม่สนอะไรแล้ว สะบัดรองเท้าให้หลุดออก เหวี่ยงกระเป๋าเป้ใบเล็กๆไปทาง หนังสือเรียนอีกสองสามเล่มไปทาง เป้าหมายอยู่ที่ที่นอนแสนรักกลางห้อง ก่อนจะกระโดดทิ้งตัวลงไปให้ที่นอนมันเด้งรับ ข้าวเย็นกินมาแล้วตั้งแต่อยู่ในคณะ เป็นข้าวกล่องที่ซื้อมาแจกน้องๆที่อยู่ซ้อมเชียร์จนเย็น งานการเอาไว้ก่อนใกล้วันส่งค่อยปั่น พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย
เลยไม่ทันได้เห็นสัญญาณเตือนจากโปรแกรมสนทนายอดนิยมในไอโฟน Whatsapp
สายแล้ว..
เพราะเมื่อวานเหนื่อยเกินไปหลับไปตั้งแต่สองทุ่มยันเช้าก็ยังไม่พอ มือบางเลยเผลอไปตะปบนาฬิกาปลุกที่ส่งเสียงดังอยู่หัวเตียงแล้วหลับต่อ แต่เพียงไม่นานจิตใต้สำนึกมันสะกิดให้ฮยอกแจนึกขึ้นได้ว่าคาบเรียนแรกในวันนี้ใครเป็นคนสอน ฮยอกแจก็ถีบตัวเองออกจากที่นอนวิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน
แล้วคาบแรกก็รอดไปอย่างหวุดหวิด ฮยอกแจวิ่งออกไปหน้าหอมือขาวๆโบกวินมอเตอร์ไซด์ที่อยู่เยื้องไปไม่เกิน 50 เมตร พ่อพี่วินมาถึงฮยอกแจก็กระโดดขึ้น บอกว่าไปตึกนิเทศฯ แค่นั้นพี่วินก็เข้าใจ พาร่างบางมาถึงอย่างทันใจ เฉียดฉิวกับอาจารย์ฮีชอลที่หน้าสวยแต่โคตรดุไปเพียงนิดเดียว
วันนี้ไม่มีอะไรมาก อาจารย์แจกชีทให้มาสองบท แล้วก็เปิดสไลด์ให้ดูตัวอย่างงานโฆษณาของรุ่นพี่ที่เคยทำไว้เป็นตัวอย่างให้ศึกษา ก่อนจะสั่งให้ลงมือทำจริง ตอนนี้อาจารย์ให้เลือกตัวผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองสนใจ วางแผน เขียนบทว่าผลิตภัณฑ์สินค้าที่เลือกต้องการจะขายใคร ในช่วงกลุ่มวัยไหน จะสื่อออกมาดึงดูดให้คนสนใจได้อย่างไร เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้ ก็จะเป็นการวาดสตอรี่บอร์ดคร่าวๆ เป็นไกด์แนวทางก่อนถ่ายทำจริง
อาจารย์ปล่อยเร็วเพราะมีประชุมด่วน ฮยอกแจเก็บชีทกับสมุดโน๊ตยัดใส่ลงในกระเป๋า พอเก็บของหมดแล้ว ตั้งใจจะหยิบไอโฟนคู่ใจมาโทรหาเพื่อนรักโจคยูฮยอนซักหน่อย ว่าเป็นยังไงบ้างเห็นขาดเรียนมา 3 วันติดแล้วไม่รู้ตายไปหรือยัง แต่พอดูในซิปกระเป๋าก็ไม่มี กางเกงก็ไม่มี สงสัยรีบจัดเลยลืมหยิบติดตัวมาด้วย
ทันทีที่ถึงห้องก็จัดการเหวี่ยงกระเป๋าไว้บนเตียงตามด้วยร่างบางที่กระโดดตามขึ้นมา คว้าไอโฟนที่อยู่ข้างหมอน กำลังจะกดโทรออกหาคยูฮยอน แต่เห็นสัญญาณเตือนที่อยู่บนหน้าจอเสียก่อน คิ้วเรียวขมวดมุ่นก่อนจะคลายออกเมื่อเห็นรายชื่อของคนที่ส่งข้อความเข้ามา
‘เปิดเทอมแล้วหายไปเลยนะ เป็นไงบ้างเนี่ย’
ใบหน้าหวานยังคงยิ้มค้างก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป
“เหนื่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกก งานเยอะโคดTT[]TT”
“แล้วพี่ทงเฮอ่ะ เป็นไงบ้าง”
พิมพ์ตอบเสร็จก็ตั้งใจจะละมือเอาผ้ากองโตในตะกร้ามุมห้องไปซัก เปิดเทอมสองอาทิตย์ ก็หมักผ้าไว้สองอาทิตย์พอดีเป๊ะ จนตอนนี้ไม่มีจะใส่อยู่แล้ว เสื้อนักศึกษานี่ก็ใส่ซ้ำบ้าง ก็เป็นผู้ชายนี่นา แฟนก็ไม่มี ไม่เห็นต้องพิถีพิถันอะไรมาก ไม่ได้แต่งตัวไปให้ใครดูอยู่แล้ว
แต่แล้วก็ต้องเอี้ยวตัวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเตือนว่าปลายทางตอบรับกลับมาแล้ว
‘เรื่อยๆอ่ะ’
‘ไม่ค่อยได้คุยกันเลยนะหมู่นี้’
“งานเยอะอ่ะ ไหนจะซ้อมเชียร์น้องอีก”
“แล้วพี่ทงเฮจะมามหาลัยเมื่อไหร่เนี่ย น้องปีหนึ่งโคดน่าร๊วากกกอ่ะ มีน้องคนนึงชื่อโบมี ใสมากตัวท็อปเลย >
‘แล้วน่ารักสู้ฮยอกแจได้เปล่าล่ะ’
เพียงแค่ข้อความสั้นๆก็เรียกเลือดขึ้นมาสูบฉีดจนแก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อ
“55555555555555555555555555555555555555555 ไม่รู้ดิ”
พิมพ์ตอบกลับไปแค่นั้น แต่ปลายสายรู้ดีว่าฮยอกแจกำลังเขิน เจ้าตัวจะชอบหัวเราะยาวๆเวลาต้องการกลบเกลื่อนความรู้สึกที่อยู่ในใจตัวเอง ทงเฮรู้ว่าฮยอกแจก็รู้ว่าเขาคิดเช่นไร เพียงแต่ไม่เคยมีใครพูดมันออกมา
“พี่ทงเฮเดี๋ยวไว้คุยกันนะ งานเยอะอ่ะ”
‘อื้ม’
‘ตั้งใจทำงานล่ะ... คิดถึงนะ’
คำๆเดิมที่ทงเฮมักจะบอกทุกครั้งที่ได้คุยกัน ทงเฮไม่เคยถามว่าคิดถึงกันบ้างมั้ย ทุกครั้งมีเพียงคำถามเดิมๆว่าเป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย กินข้าวหรือยัง แต่เขาก็ไม่เคยเบื่อซักครั้ง รู้สึกดีเสียด้วยซ้ำที่มีใครคนหนึ่งคอยห่วงใยเรา ซึ่งใครคนหนึ่งนั้นเป็นคนที่เรารู้สึกดีด้วย
ตั้งแต่ที่พี่ทงเฮเรียนจบไปก็ไม่ได้เจอหน้ากันทุกวันเหมือนแต่ก่อน จะมีนัดกับกลุ่มเพื่อนแล้วก็รุ่นน้องที่สนิทๆ มานั่งกิน นั่งคุยกันบ้าง แต่ก็นานเดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้ง
แม้จะไม่ได้เจอได้คุยกันทุกวัน แต่ฮยอกแจแน่ใจว่าความรู้สึกลึกๆข้างในที่มีต่อกันไม่เคยเปลี่ยนแปลง...
“ไอ้เตี้ย” ไม่ต้องหันไปมองฮยอกแจก็รู้ว่าเสียงใคร คนที่เรียกเขาแบบนี้มีอยู่เพียงคนเดียว จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากโจคยูฮยอน
“ไง ขาดเรียนไปอาทิตย์นึง กูคิดว่ามึงตายไปแล้วเสียอีก” ส่งเสียงทักทายพอเพื่อนตัวดีอย่างเป็นอัปมงคลพอเป็นพิธี ส่วนไอ้คนที่ขาดเรียนไปจนคิดว่าตายไปแล้วพอมาถึง ก็คว้ากล่องนมที่ฮยอกแจกินค้างไว้มากินต่อ แล้วก็เปิดซิปกระเป๋าฮยอกแจโดยเจ้าของไม่ได้อนุญาต เจอขนมปังไส้ครีมหน้าตาดีก็แกะมากินหน้าตาเฉย โคตรหน้าด้าน
“อร่อยว่ะ ลองชิมมั้ยมึง” เพื่อนหน้าขาวแต่มีหลุมบนใบหน้าก็ยื่นส่งถุงขนมปังของฮยอกแจ ส่งมาให้
“ขอบคุณนะที่ยังมีน้ำใจแบ่งให้กูกิน ไอ้ควาย!” ว่าแล้วก็กระชากขนมปังชิ้นสุดท้ายในมือคยูฮยอนใส่ปากตัวเองเคี้ยวหงับ
“เออเมื่อวานกูเจอพี่คังอินด้วย”
“เจอที่ไหนวะ ร้อยวันพันปีตั้งแต่จบไปกูไม่เห็นจะโผล่หัวมาให้ใครเห็น นอกจากมีคนชวนกินเหล้า”
“เฟชบุ๊คดิ กูกำลังอบคุ้กกี้พอดี แล้วพี่คังอินทักมา เห็นบอกว่าเย็นนี้จะเข้ามาดูน้องปี 1 ถามกูด้วยว่าน้องโบมีน่ารักหรือเปล่า สงสัยไอ้พวกปี 2 มันคงไปเล่าให้พี่แกฟัง”
“แล้วมึงว่าไง”
“กูก็ตอบไปว่างั้นๆแหละ ไม่ได้หรอกพี่คังอินแม่งหน้าม่อ คนนี้กูแปะป้ายจองแล้ว รักจริงหวังแต่ง ใครกล้าแหยมเจอกูเหนี่ยวแน่” แล้วไอ้คนไม่หน้าม่อก็ทำท่าหักมือกรอบๆ ให้เพื่อนตัวเล็กดูว่าใครมายุ่งกับน้องโบมี จะโดนมิใช่น้อย
“อ้าวแล้วพี่ซีวอนทีวี ที่มึงเมาแล้วตื่นมาเจอพี่เขานอนแก้ผ้าอยู่ข้างๆล่ะ” คยูฮยอนแทบจะโถมตัวใส่เพื่อน เอามือยาวๆปิดปากไว้แทบไม่ทัน โชคดีต้องที่เขาสองคนนั่งอยู่ห่างจากผู้คน ไม่งั้นคนอื่นคงได้รู้กันทั่วว่าโจคยูฮยอนสุดหล่อหน้ามีหลุม (แต่ก็ยังหล่อ(หรอ)) ถูกพรากพรหมจรรย์ประตูหลังไปเรียบร้อยแล้ว
พอริมฝีปากอิ่มเป็นอิสระ ฮยอกแจก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น ไม่ได้สนใจเพื่อนรักที่มองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“โอเคกูไม่ล้อมึงแล้วก็ได้” ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาชูตรงหน้าทำท่ายอมแพ้ ก่อนจะตบลงไปเบาๆบนไหล่เพื่อนอย่างเห็นใจ “ยังไงมึงก็เสียจิ้นประตูหลังให้พี่เขาไปแล้ว มึงก็รับรักเขาไปเหอะ พี่เขาก็หล่อออก”
“ได้แล้วรับผิดชอบ ไม่ทิ้งขว้าง ทั้งหล่อทั้งแสนดีแบบนี้มึงจะหาได้จากที่ไหนอีกคยูฮยอน”
คยูฮยอนชี้หน้าคาดโทษคนเป็นเพื่อนอย่างจริงจัง บอกให้รู้เป็นนัยว่า ถ้ามึงไม่หยุดกูต่อยมึงแน่ ฮยอกแจถึงได้ยอมเงียบแต่ก็ไม่วายทำหน้าตาล้อเลียนใส่ เพราะรู้ว่าคยูฮยอนไม่มีทางทำอย่างที่ขู่แน่นอน
“แล้วมึงล่ะพี่ทงเฮเป็นยังไงบ้าง”
“ก็เรื่อยๆ”
“กูเห็นมึงเรื่อยๆแบบนี้มาตั้งแต่ปีหนึ่งจนปีสามแล้วนะ”
“กูไม่อะไร คุยบ้างไม่คุยบ้าง งานพี่เขาก็เยอะ งานกูก็เยอะ”
“ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย?” คยูฮยอนเลิกคิ้ว
“ก็แค่พี่น้อง สนิทกัน” ได้รับกลับมาเป็นคำตอบเดิมที่คยูฮยอนได้ยินมาสามปี แต่คยูฮยอนดูออกว่ามันไม่ใช่พี่น้องสนิทกันธรรมดา
.
.
.
“ฮยอกแจมีคนฝากของมาให้”
ฮยอกแจที่กำลังวุ่นวายกับการทำอุปกรณ์ประกอบฉาก เพราะอีกอาทิตย์เดียวก็จะมีงานกีฬาสีของคณะเพื่อที่จะคัดทั้งนักกีฬา เชียร์ลีดเดอร์ และกองเชียร์ที่ชนะเลิศไปแข่งกีฬามหาลัยต่ออีกทอด
แต่นี่ฉากแสตนด์ยังทำไปได้ไม่ถึงไหน เพราะพวกรุ่นพี่คิดคอนเซปต์ที่จะโชว์ใหม่กระทันหันเลยต้องระบายสีขาวทับอันเก่า แล้วต้องมาช่วยกันทำใหม่
ละมือจากแปรงทาสีอันใหญ่ รับของจากเพื่อนชั้นปีเดียวกันแต่อยู่คนละเซคชั่น รู้ว่าคนที่รับฝากของมาให้ชื่อซองมินเพราะเห็นจากป้ายชื่อที่เจ้าตัวคล้องคออยู่
“ขอบใจนะ” ฮยอกแจยิ้มรับ เปิดถุงออกดูก็เห็น น้ำ นม ขนม พร้อมกับผ้าเย็นหนึ่งผืน จนเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆโหแซวเสียงดัง บางคนก็ตะโกนขึ้นมาว่า
“พี่ผมก็เหนื่อยเหมือนกันนะ” พลางสะกิดแขนคนที่กำลังก้มหน้าอมยิ้มอยู่กับของในมือให้หันไปมองรุ่นพี่ปี 3 คนหนึ่งที่ยกมือขึ้นมาลูบท้ายทอยอย่างเก้อๆ เมื่อโดนส่งเสียงแซว
ฮยอกแจเงยหน้าขึ้นมองไปตามมือของเพื่อนที่ชี้ค้างอยู่ ริมฝีปากอิ่มขยับเบาๆเป็นคำพูดที่อ่านออกได้ว่า
“ขอบคุณครับ” พร้อมกับรอยยิ้มระบายเต็มแก้ม ก่อนจะลงมือระบายสีฉากต่อ
.
.
.
“พี่ฮยอกแจไหวหรือเปล่า ให้ยูริช่วยมั้ย” เสียงดังมาจากน้องปี 2 ที่เดินตามหลังฮยอกแจขนกล่องฉากที่เตรียมเอาไปไว้ที่แสตนด์ ก่อนการแข่งขันในช่วงสายจะเริ่มขึ้น
เพราะหน้าที่ประธานเชียร์ ฮยอกแจเลยต้องวุ่นวายหลายอย่าง นี่ก็เป็นกล่องฉากที่น้องสวัสดิการดันลืมไว้ที่คณะ ฮยอกแจเลยอาสามาเอาให้เพราะทุกคนก็ดูกำลังยุ่งไม่ต่างกัน
“ไม่เป็นไร ยูริไปช่วยไอ้คยูฮยอนทางโน้นดีกว่า” ยูริรับคำ แล้ววิ่งไปหาคยูฮยอนที่กำลังใช้ค้อนตอกตะปูลงไปบนเนื้อไม้ เพื่อจะใช้เป็นขาตั้งยึดฉาก โดยมีพี่ซีวอนวนเวียนอยู่ไม่ห่าง กลัวว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น เลยสั่งให้ยูริไปดูทางโน้น เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือได้ทัน (?)
ร่างบางไม่ได้นอนเกือบทั้งคืนเพราะมาดูน้องเตรียมแสตนด์ ในเมื่องานยังไม่เสร็จสิ้นดี จะให้คนเป็นประธานนอนหลับสบายใจอยู่ที่ห้องก็เป็นไปไม่ได้ ขาเล็กกำลังจะก้าวขึ้นแสตนด์แต่เพราะไม่ได้นอนทั้งคืน เลยหน้ามืดเหยียบขั้นบันไดพลาด เปลือกตาบางปิดแน่นสนิทเข้าหากัน เตรียมรอรับความแข็งจากพื้นคอนกรีตเบื้องล่าง แต่แล้วสัมผัสที่ได้รับกลับกลายเป็นแผงอกอุ่นๆของใครบางคนที่มาประครองไว้อยู่ข้างหลัง
“พะพี่..”
“พี่ทงเฮ” ไม่คาดคิดว่าจะมีคนมาช่วยเขาไว้ได้ทัน แต่เหนือกว่าความคาดคิดเดิมเมื่อเห็นว่าคนที่กอดอยู่ข้างหลังเป็นใคร
“พะ พี่ทงเฮ.. ปล่อยได้แล้ว” ร่างบางพยายามขืนตัวออกจากอ้อมแขนแข็งแรงที่ยึดตัวเองอยู่ แต่ยิ่งขยับทงเฮยิ่งรัดอ้อมกอดแน่นมากขึ้นไปอีก จนเสียงโห่แซวที่ดังมาจากบนแสตนด์ดังขึ้น พร้อมกับเกาหลีมุงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด คนในอ้อมแขนก้มหน้างุดลงเมื่อถูกทั้งเพื่อนๆ และรุ่นน้องจ้องมองกลับมาเป็นสายตาเดียว ผิดจากอีกคนที่ยังคงยิ้มค้าง พร้อมกับมองเพื่อนสนิทของฮยอกแจที่เป็นตัวต้นเสียง คยูฮยอนป้องปากตะโกนเสียงดัง
“เอ้า รุ่นพี่บัณฑิตเลิกกอดเพื่อนผมได้แล้วนะครับ!”
“เพราะว่าคนอื่นเขาอิจฉา” แล้วเจ้าตัวก็หาแนวร่วม “จริงมั้ยพวกเรา” ได้เสียงตอบรับกลับมาเป็นเสียงโห่แซวอีกระลอก จนประธานเชียร์เมื่อหลุดจากอ้อมกอดมาได้ก็ชี้หน้าคาดโทษ
“รีบแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองเลยนะ ไม่งั้นจะปรับให้ตกกิจกรรมเชียร์มันทั้งภาควิชาเนี่ยแหละ”
“แฟนพี่ทงเฮดุจัง” เสียงเดิมที่ถูกดัดราวกับว่ากลัวร่างบางที่กำลังขู่อยู่ก็ดังขึ้นเรียกเสียงหัวเราะดังอีกครั้ง คนที่เพิ่งหลุดออกจากอ้อมกอดถือกล่องฉากเดินขึ้นมาวางไว้บนแสตนด์ก่อนจะตะโกนใส่หน้าคยูฮยอนกลับไป
“พี่น้องกัน”
การแข่งเชียร์จบไปแล้วจึงได้พัก ตอนนี้เป็นช่วงแข่งฟุตบอลนัดสำคัญที่จะชิงว่าทีมจากสาขาวิชาไหนที่จะถูกคัดเลือกไปแข่งกับคณะอื่นในกีฬามหาวิทยาลัยที่จะจัดขึ้นทุกสิ้นปี ซึ่งทีมของภาควิชาโฆษณาได้ที่ 3 ไปแล้ว ฮยอกแจจึงไม่สนใจที่จะลุ้นผลฟุตบอลครั้งนี้
ร่างบางพิงตัวไปกับกำแพงหลังแสตนด์ รุ่นน้องบางคนที่อดหลับอดนอนเหมือนกันบ้างก็นอนราบไปกับพื้นอย่างเหนื่อยอ่อน
แต่ก็หลับๆตื่นๆเพราะเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม พร้อมกับเสียงโฆษกที่พากษ์ศึกฟุตบอลครั้งนี้อย่างออกรถดังสนั่นจากลำโพงเครื่องใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ได้ยินเสียงนกหวีดตามด้วยโฆษกอีกคนดังขึ้นมาว่า ช่วงนี้จะเป็นการต่อเวลาอีก 15 นาที
ฮยอกแจลุกขึ้นเหยียดแข้งเหยียดขาขับไล่ความง่วงให้มลายหายไป ก่อนจะเดินลงมายังแสตนด์เชียร์เพื่อนั่งดูการแข่งขันฟุตบอลเหมือนกับคนอื่นๆ สายตาก็กวาดมองว่าเพื่อนสนิทของตนหายไปไหน
แล้วกรอบสายตาก็ต้องสะดุดกับเสื้อยืดสีชมพูที่อยู่ท่ามกลางนักบอลชุดสีเขียว ไม่ต้องคิดให้นานฮยอกแจก็รู้ทันทีว่าคนนั้นเป็นใคร
เสื้อยืดสีชมพู สีประจำภาควิชาโฆษณาประชาสัมพันธ์
ส่วนสีเขียว สีประจำภาควิชาวิทยุและโทรทัศน์ หรือที่นักศึกษาในคณะเรียกกันสั้นๆว่าทีวี
ดูเหมือนว่าจะมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นในช่วง 15 นาทีสุดท้าย นักฟุตบอลของเอกทีวีร่างสูงใหญ่นั่งกุมข้อเท้า ที่ดูจะบวมแดงแม้มองเห็นจากไกลๆ รวมถึงสีหน้าเจ็บปวด โดยมีคนใบหน้าขาวในเสื้อสีชมพูนั่งดูอาการอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าเป็นห่วง
ฮยอกแจมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะต้องตกใจเมื่อใบหน้าชื้นเหงื่อเพราะอากาศร้อนถูกไอเย็นจากกระป๋องน้ำอัดลมแนบเข้าข้างแก้ม
“ซักหน่อย จะได้สดชื่น”
“อื้ม”
ฮยอกแจรับกระป๋องน้ำอดลมมาถือไว้ ดึงสลักออกก่อนจะยกกระป๋องยกขึ้นแนบริมฝีปาก
“ไหนบอกว่าติดเสนองานลูกค้ามาไม่ได้ไง”
“ก็ใจสั่งมา”
“ตลก เดี๋ยวก็เตะตกแสตนด์หรอก เอาดีๆ”
“ลูกค้าแคนเซิล เลื่อนวันออกไป ก็เลยว่าง”
“ดีใจอ่ะดิที่มา”
“ยังไม่เคยบอกเลยนะ พูดเองเออเอง”
ฮยอกแจละสายตาออกมาจากคนข้างๆ และกลับไปสนใจกับเกมในสนามที่เริ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่พาคนเจ็บออกนอกสนามเรียบร้อยแล้ว
เกมฟาดแข้งในสนามสิ้นสุดลง ทีมจากภาควิชาวิทยุโทรทัศน์แพ้ไปอย่างหน้าเสียดาย เพราะกองหน้าฝีเท้าดีอย่างซีวอนเกิดอาการบาดเจ็บกระทันหัน ทีมจากภาควิชามัลติมีเดียจึงเอาชนะไปได้ด้วยคะแนน 4-3
หลังจากคณบดีได้มอบเหรียญรางวัลให้กับนักกีฬาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็เป็นการประกาศรางวัลในการแข่งขันอื่นๆ ซึ่งแต่ละสาขาวิชาก็ได้รางวัลแบ่งๆกันไปเท่าๆกัน
และตอนนี้ก็มาถึงรางวัลสำคัญของงาน คือรางวัลการประกวดกองเชียร์ เพราะถ้าสาขาวิชาได้ชนะรางวัลนี้จะได้เป็นตัวแทนคณะไปแข่งกีฬามหาวิทยาลัย และถ้าชนะระดับมหาวิทยาลัย ก็จะได้เป็นตัวแทนไปแข่งระดับประเทศ ซึ่งฮยอกแจก็หวังเป็นอย่างมากว่าจะได้รับชัยชนะ และคนข้างๆก็รู้สึกได้เช่นกัน
ทงเฮยื่นมือไปจับมือบางมากุมไว้แน่น เจ้าของมือหันมายิ้มให้ ทงเฮพยักหน้าให้หนึ่งครั้งเป็นการให้กำลังใจ
การประกาศรางวัลใกล้เข้ามาทุกที ตอนนี้เป็นการประกาศรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ซึ่งยังไม่มีชื่อภาควิชาของฮยอกแจประกาศออกมา
“พี่เชื่อว่าฮยอกแจทำได้” เพียงประโยคสั้นๆจากคนๆเดียว ก็มาช่วยลดทอนความรู้สึกกังวลใจให้หายไปมากกว่าครึ่ง ฮยอกแจกัดริมฝีปากแน่นเมื่อโฆษกกำลังจะประกาศรางวัลชนะเลิศ ซึ่งสาขาวิชาที่ไม่ได้เอ่ยชื่อก็จะได้รับรางวัลรองชนะเลิศไป
“รางวัลชนะเลิศได้แก่...”
“สาขาวิชาการโฆษณาและประชาสัมพันธ์”
ฮยอกแจกระโดดกอดทงเฮแน่นอย่างดีใจ ใบหน้าขาวซุกลงไปยังอกกว้าง คนถูกกอดยกมือขึ้นมาลูบหัวฮยอกแจแทนการแสดงความยินดี ทั้งสองคนยังกอดกันอยู่นานจนได้ยินเสียงโฆษกประกาศถามหาประธานเชียร์ของสาขาวิชาที่ได้รับรางวัล ทั้งคู่จึงผละออกจากกัน พร้อมด้วยเสียงโห่แซวดังรอบทิศทาง
“แฟนกอดเมื่อไหร่ก็ได้ รีบลงไปรางวัลก่อน เดี๋ยวเขาจะคิดว่าสละสิทธิ์” ปากแบบนี้จะเป็นใครไม่ได้นอกจากเพื่อนสนิทของฮยอกแจ ตอนแรกยังเห็นอยู่ตรงกองเชียร์ทีวีอยู่เลย ไม่รู้ว่ามานั่งอยู่ ข้างหลังฮยอกตั้งแต่เมื่อไหร่
ฮยอกแจวิ่งฝ่าวงล้อมของน้องๆในแสตนด์ลงไปรับรางวัลการสนาม ใบหน้าหวานยิ้มกว้างโค้งตัวลงเก้าสิบองศาแล้วรับถ้วยรางวัลจากคณบดี ก่อนจะกระโดดไปมาอย่างดีใจพร้อมกับชูถ้วยรางวัลในมือมาทางแสตนด์กองเชียร์ของตัวเอง
แต่สายตากลับมองจ้องไปยังใครบางคนที่ยืนอยู่พร้อมกับชูนิ้วโป้งแทนความหมายว่ายอดเยี่ยมให้ทั้งสองมือ ก่อนฮยอกแจจะฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมแล้วชูนิ้วโป้งส่งกลับไปเช่นกัน
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นก็ต้องมีการเลี้ยงฉลอง แน่นอนว่าเจ้ามือใหญ่ในวันนี้เป็นพวกกลุ่มรุ่นพี่บัณฑิต พี่ทงเฮ แล้วก็พี่อีทึก พี่คังอิน พี่คังตะ ที่ตามมาสมทบทีหลังเพราะติดงานเลยไม่ได้มาดูการประกวดกองเชียร์
พอเหล้าเบียร์เริ่มถูกส่งเข้าปากก็ราวกับไปกระตุ้นต่อมอะไรซักอย่างให้ทุกคนขุดเรื่องเก่าๆสมัยยังเรียนอยู่มาพูด ทั้งวีรกรรมฮาๆ เรื่องหน้าแตก นินทาอาจารย์บ้าง เรื่องเรียนบ้าง รวมไปถึงเรื่องความรัก..
ซึ่งคนแรกที่โดนเผาไปจนอ่วมคือพี่คังอินที่ไปจีบน้องแทยอนมัลติ แต่แฟนน้องแกมาเห็นเข้าพอดีเลยถูกต่อยจนตกสระน้ำหลังคณะ เรียกเสียงฮาจากรุ่นน้องที่นั่งอยู่ได้เป็นอย่างดี แล้วก็มีเรื่องของรุ่นพี่บางคนที่ไม่ได้อยู่ในงานเลี้ยงฉลองครั้งนี้ด้วย จนเวียนมาถึงสองคนที่นั่งอยู่ข้างกัน
พี่ทงเฮกับฮยอกแจ..
โดยคังอินเป็นคนเริ่มเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน
“ตกลงมึงสองคนเป็นอะไรกันวะ”
“ก็ไม่ได้เป็นอะไร”
.
.
.
“มึงเอาอะไรมาห้อยมือถือวะทงเฮ” คังอินนอนแผ่อยู่บนโต๊ะในห้องชมรมละสายตาจากหนังสือแต่งรถในมือ พลางถามขึ้นมาเมื่อเห็นตุ๊กตาหน้าตาประหลาดที่ห้อยโทรศัพท์ฝาพับของทงเฮ
“ก็ตุ๊กตาไง” ทงเฮตอบกลับไปทั้งที่สายตายังไม่ละจากหน้าจอโทรศัพท์
“แชทอยู่กับใครวะ” คังอินยื่นมือจะคว้าโทรศัพท์ของเพื่อนมาดู แต่ทงเฮไวพอที่จะหลบคนที่อยากรู้เรื่องของชาวบ้านไปซะทุกอย่างได้ทัน
“เสือก” บอกออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เจ้าของตุ๊กตาที่ห้อยมือถือมึงอยู่อ่ะดิ สาวที่ไหนว่ะ สวยมั้ย” เรื่องของคนอื่นขอให้บอก คังอินชอบนักล่ะ เพื่อนตัวโตแน่ใจว่าทงเฮคงไม่มีทางซื้อตัวประหลาดมาห้อยโทรศัพท์แน่นอน เพราะมันเคยพูดเองว่าเกะกะเห็นคนอื่นห้อยแล้วมันรำคาญแทน แต่นี่ตัวเองกลับทำสิ่งที่เคยบอกว่าไม่ชอบเสียเอง
“ช่างเถอะน่า” แล้วบทสนทนาก็ถูกขั้นเมื่อประตูชมรมถูกเปิดออก คังอินยิ้มให้เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตู
ฮยอกแจเดินตรงเข้ามาหาก่อนจะควักตุ๊กตาหน้าตาประหลาดคล้ายๆกับของทงเฮส่งมาให้คังอิน
“ซื้อมาฝาก เห็นแล้วนึกถึงหน้าพี่คังอิน” คนตัวเล็กยิ้มกว้างให้ ก่อนจะหยิบหนังสือออกมาจากกระเป๋ายื่นส่งให้ทงเฮ
“ฮยอกแจใช้เสร็จแล้วหรอ”
“ยังหรอก แต่กลัวว่าพี่ทงเฮต้องใช้เลยเอามาคืนก่อน”
“เอาไปเถอะ เดี๋ยวพี่ใช้เล่มเดียวกับไอ้คังอินนี่ก่อนก็ได้”
ฮยอกแจมีสีหน้าลังเลใจ เกรงใจที่ยืมหนังสือเรียนของทงเฮมา ปีหนึ่งปรับหลักสูตรใหม่เลยไม่มีหนังสือเหมือนพวกรุ่นพี่ แล้วฮยอกแจก็ไม่เข้าใจเนื้อหาในสไลด์ที่อาจารย์สอนได้เท่าที่ควร
Rrrrrrrr
เสียงโทรศัพท์ของฮยอกแจดังมาจากกระเป๋า ร่างบางรีบหยิบมันขึ้นมารับสายโดยไม่ได้มองรายชื่อ
“หาอะไรนะคยูฮยอน”
“…”
“เออๆเดี๋ยวรีบไป”
“…”
“เดี๋ยวนี้เลย”
“…”
“อื้อ”
“งั้นขอยืมไปซีร็อกก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เอามาคืน” ทงเฮพยักหน้ารับ
“พี่คังอิน พี่ทงเฮไปก่อนนะ” ฮยอกแจไม่ลืมที่จะบอกลาทั้งคู่ ก่อนจะรีบเดินออกจากห้อง
ถ้าคังอินมองไม่ผิดตุ๊กตาที่ห้อยมือถือของทงเฮ มีรูปร่างเหมือนกับของฮยอกแจ ต่างกันเพียงแค่คนละสี
คังอินจำได้ดีว่าสีที่ห้อยอยู่กับมือถือของฮยอกแจเป็นสีที่ทงเฮชอบ
ซึ่งอีกตัวที่ห้อยอยู่กับมือถือทงเฮ ก็คงเป็นสีที่ฮยอกแจชอบเช่นกัน..
.
.
.
ปฏิเสธทั้งที่การกระทำเห็นชัดเจน แต่ถึงเป็นแบบนั้นทั้งสองคนก็ไม่เคยพูดออกมาซักครั้งว่าเป็นอะไรกัน มีเพียงความห่วงใยผ่านทางสายตาที่ต่างคนต่างมีให้กันตลอดเวลา ตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งตอนนี้
.
.
.
“ก็เป็นพี่น้องกัน” ทงเฮและฮยอกแจตอบออกมาแทบจะพร้อมกัน
“เออจะเป็นอะไรก็เรื่องของพวกมึงกูไม่อยากรู้แล้ว” เหนื่อยจะง้างปากพวกปากแข็ง คังอินบอกปัดพลางยกแก้วเหล้าชูขึ้นสูงชวนทุกคนดื่มต่อ
ฮยอกแจหันไปมองคนข้างตัวเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสอุ่น มือข้างที่ว่างอยู่ถูกมืออีกคนกุมกระชับแน่นอยู่ใต้โต๊ะ ก่อนจะหันมาสนใจกับแก้วน้ำสีสวยในมือเพื่อไม่ให้คนอื่นผิดสังเกตุ ใบหน้าหวานคลี่ยิ้มมุมปากออกมาโดยไม่หันกลับไปมองคนถือวิสาสะที่ฉวยมือเขาไปกุมไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต
แต่ฮยอกแจก็ไม่คิดจะปฏิเสธมืออุ่นนั้นอยู่แล้ว
เมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะหาคำตอบให้คนอื่นไปทำไม
ในเมื่อทั้งสองคนต่างมีคำตอบนั้นในใจอยู่แล้ว..
END.
บางครั้ง...คำว่ารักก็ไม่จำเป็นต้องพูดมันออกมาจริงมั้ย :)